โครงการ Summer Work and Travel
USA
WAT Diary รางวัลที่ 1
ประสบการณ์สุดวิเศษกับ WAT2007
ได้กำไรกลับมาเท่าไร เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมากสำหรับเรา
นักศึกษาโครงการ WAT แล้วทุกคนที่ได้ฟังคำตอบจากเราก็ได้แต่ทำหน้า
WOW
ไม่ใช่เพราะกำไรที่เป็นปัจจัยหลัก แต่เพราะสิ่งที่ได้กลับมามันน่า
ว้าว จริงๆ จึงได้เริ่มสาธยายเรื่องราวให้เพื่อนที่ถามฟัง
จนเป็นเหมือนคนแนะแนวโครงการนี้ไปเสียแล้ว
เริ่มการทำงานกับการไปเป็นเด็กเสริฟ แต่...ที่ร้านดันไม่มีพนักงานต้อนรับพอดี
เราเลยได้ทำหน้าที่นั้นแทน ไอ้รายได้ที่ได้ก็เยอะเอาการอยู่
แต่ด้วยความที่อยากทำเสริฟ เลยไปคุยกับเจ้านาย ด้วยภาษาอังกฤษแบบงงๆ
ในช่วงแรกๆ แหละนะ เพราะถือว่าฝรั่งเขาเป็นคนตรงไปตรงมากัน เจ้านายจึงให้ชั่วโมงเป็นพนักงานต้อนรับเพิ่ม
แต่...เราก็ยังอยากทำเสริฟนี่นา จึงไปคุยกับเค้าอีก จนได้ทำทั้งต้อนรับและเสริฟ
เลยได้ชั่วโมงเยอะกว่าชาวบ้านเค้า ที่สำคัญ การที่เป็นเด็กต่างชาติ
หลายๆ ครั้งมักจะมีปัญหาเรื่องภาษี เราต้องคอยตรวจดูให้ดี เราจึงเก็บใบหลักฐานที่ได้มาทุกครั้งเวลารูดบัตร
แล้วเอาไปคุยกับเจ้านายทุกทีที่มีปัญหา รวมถึงเรื่องค่าจ้างดันได้ต่ำกว่าตามเอกสารที่โหลดมาจากเว็บไซต์
ก็ต้องไปคุยกันอีกตั้ง เจ้านายบอกเป็นความผิดพลาดของบริษัทใหญ่เมื่อแจ้งไปทางหน่วยงานที่รับผิดชอบผิด
แต่ไม่เป็นไร เค้าถือว่าเราตกลงมาในค่าจ้างที่แพงกว่า เค้าก็จะรักษาสัญญากับเรา
และด้วยความที่เป็นคนไปหาเจ้านายบ่อยๆ ขนาดนี้ ทั้งขอชั่วโมงเพิ่ม
คุยเรื่องภาษี เรื่องค่าจ้าง จนเจ้านายอาจจะทำหน้าเอือมกันเล็กน้อย
แต่ไปๆมาๆเค้าก็เอ็นดู เพราะเห็นว่าเราตั้งใจทำงานจริงๆ เจ้านายจึงไว้ใจให้ฝึกงานให้ทั้งเด็กอเมริกันที่มาใหม่
รวมถึงเด็กรัสเซีย ยูเครน บัลแกเรีย และมองโกเลียที่จะมาทำช่วงที่เรากลับไปแล้วด้วย
เราจึงสอนทุกคนให้เก็บเอกสารเอาไว้นะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
พอเล่าให้เจ้านายฟัง เจ้านายได้แต่อมยิ้มแล้วแกล้งจะเข้ามาเตะ
ประมาณว่า เอาแล้วมั้ยล่ะ ยัยเด็กคนนี้ แต่เค้าก็บอกว่าเราทำถูกแล้วที่รักษาสิทธิ์ของเรา
เจ้านายเค้าก็บอกเลยว่าชอบคนไทยที่สุดที่มาทำ ทั้งๆที่พวกเราเป็นปีแรก
เพราะเด็กไทยกล้าพูด กล้าทำ และขยันเอาการเอางาน หนักเบาเอาสู้
เค้าเลยชอบ
นี่ล่ะมั้งทำให้กำไรของเราทำให้เพื่อนร้อง
ว้าว ก็ถือหลักที่ใครๆก็รู้กันว่า ด้านได้อายอด........ไม่ใช่...........
ถือว่า ถ้าเราขยัน เราตั้งใจ เราทำดี ใครๆเค้าก็ชื่นชม น่ะสิ
เมื่อถึงคราวไปเที่ยว เรียกว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่แม้แต่ฝรั่งยังทำหน้า
ว้าว เพราะเราไปเที่ยวคนเดียว ที่ DC และ NY ไอ้ DC น่ะ พอว่า
แต่ NY นี่สิ ได้ชื่อว่าเป็นมหานครที่อันตรายที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้
เราก็วางแผนด้วยการจองที่พัก hostel ซึ่งเป็นเหมือนหอพัก ที่คนที่นิยมการเที่ยวแบบ
back pack เค้าจะแวะพักกัน เลือก hostel ที่เป็น International
เพื่อความปลอดภัย และเมื่อไปถึงสนามบินก็คิดซะว่า ปากมีต้องถาม
จึงถามการเดินทางไปที่พักจากเจ้าหน้าที่ รวมถึงคำถามสำคัญคือ
ไปวิธีไหนถูกสุดค่ะ จึงได้มาว่าถ้าไปด้วยรถ shuttle ที่เสมือนแท๊กซี่
ที่นั่งกันหลายคน สบาย,ส่งถึงที่,20 กว่าเหรียญ แต่ถ้านั่งรถบัสและนั่งรถไฟใต้ดินต่อ
จะถูกกว่าเป็น 10 เหรียญ แถมบัตรรถใต้ดินยังใช้ได้ทั้งวัน มีหรือจะไม่เลือกทางนี้
ก็ลากกระเป๋ากันเหนื่อยทีเดียว เพราะว่าซื้อของกลับมาหนักมาก
กระเป๋าออกลูกเต็มไปหมด นึกถึงทางโครงการจริงๆ ที่บอกแต่แรกว่า
เอาเสื้อยืดไปแค่ 7 ตัวพอ นั่นยังมากเกินไปด้วยซ้ำ เพราะใส่แต่เครื่องแบบ
และกระเป๋าลากเนี่ย โยนมันเข้าตู้เสื้อผ้าซะเหอะ ส่วนการวางแผนเที่ยวน่ะหรือ
ก็เอาว่า บินจากเมืองที่อยู่ไฟลต์เช้าสุดๆ จะได้ถึง DC แบบเช้าสุดๆ
คว้าแผนที่รอบตัว ถามทางรอบทิศ ลากกระเป๋าไปเก็บ แล้วเที่ยวต่อซะเลย
เป็นการประหยัดเวลา
Washington DC เรียกว่าเดินจนเกรียม เพราะที่เที่ยวจะอยู่ในละแวกเดียวกันหมดเลย
แต่เป็น 4 มุมเมือง เลือกให้เวลากับอาคารนิทรรศการทั้งหลาย 1
วันก็ไม่พอ อีกวันจึงออกแต่เช้า ฝากระเป๋าในลอกเกอร์ เพราะเชคเอาท์แล้ว
ชมนิทรรศการต่อเล็กน้อย และเดินไป 4 มุมสำคัญ ไปดูอนุเสารีย์ของประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สัน
ลินคอน อับราฮัม ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ เดินตั้งแต่เช้าถึง 3
ทุ่ม กลับมาก็เอากระเป๋าแล้วนั่งรถไฟใต้ดิน ต่อรถบัสเที่ยวสุดท้ายไปสนามบิน
แล้วก็นอนมันตรงสนามบินนี่แหละ ก็เป็นประสบการณ์จริงๆ ชีวิตคนเราจะมีกี่ทีล่ะที่ได้ทำแบบนี้
แต่...ต้องคำนึงความปลอดภัยด้วยนะ จะนอนที ก็ต้องดูที่นิดนึง
ไม่ใช่ไปนอนซะมุมอับคน หรือคนพลุกพล่านเกินไป แล้วก็เอาขาเอย
แขนเอย สะโพกเอย กอดก่ายของของเราให้ดีๆ เพื่อความปลอดภัย ออกจาก
DC เช้าตรู่อีกแล้ว ไปถึง NY เช้าตรู่อีกเช่นเดิม
New York City ที่นี่มีบริการฝากระเป๋าแต่ตกวันละ
10-20 เหรียญ เปลืองจริงๆ คุณกระเป๋าเจ้ากรรม จึงไม่ฝาก เราก็ถามทางเหมือนเดิม
และออกเดินทางด้วยรถไฟจากสนามบิน แล้วต่อไปรถไฟในเมือง ทีนี้ล่ะ
กระเป๋าเจ้ากรรมยิ่งทำพิษ เพราะ NYน่ะ เค้าไม่มีหลอกนะบันไดเลื่อนหรือลิฟท์ในรถไฟใต้ดิน
แล้วสายก็เยอะแยะเต็มไปหมด ต้องเปลี่ยนสายด้วย เรียกว่าหืดขึ้นคอ
โชคดี ที่มีคุณเม๊กซิกันเค้ามาเที่ยวแล้วถามทางเรา แล้วบังเอิญไปละแวกเดียวกัน
เค้าเลยอาสาช่วยให้ วิธีที่จะปลอดภัยน่ะหรือ อย่างที่รู้ๆกัน
เรื่องการแต่งตัวต้องเหมาสม และข้าวของมีค่าก็เก็บดีๆ เท่านี้เราก็ไม่เป็นที่ล่อเป้าแล้วล่ะ
แยกทางกันเมื่อเค้าถึงที่พักเค้า เราก็ไปที่พักเรา ไปเจอเพื่อนคนไทยที่นัดมาเจอกันที่นั่น
เที่ยวด้วยกัน 1 วัน แล้วเราก็อยู่ต่อคนเดียวอีก วิธีการเที่ยวหมือนเดิม
คว้าแผนที่รอบตัว วางแผนการเดินทาง ถามรอบทิศ แล้วลุยมันเลย
เค้าว่ากันว่า NY อันตราย ก็แค่อย่าเที่ยวในย่านที่เค้าว่ากันว่าอันตรายคนเดียว
แต่ทำไงได้ล่ะในเมื่อเราเดินทางคนเดียว ก็วางแผนการเที่ยวตลอดเวลา
ก็ต้องวางแผนเที่ยวดีๆ หากเริ่มมืดก็ต้องวางแผนการกลับที่พักดีๆ
ที่ว่าปลอดภัยชัวร์ทางนี้ แต่ถ้าเป็นแถวบรอดเวย์น่ะหรือ คนพลุกพล่านตลอดวัน
สมกับชื่อ นครที่ไม่เคยหลับใหลจริงๆ แนะนำเลยว่า ควรหาที่เที่ยวในอินเตอร์เน็ทก่อนจะดีมาก
จะได้ไม่พลาดที่เที่ยวสำคัญๆ ไป หลายๆคนเมื่อไป NY จะรู้สึกว่าเป็นเมืองที่สกปรก
แต่เมื่อจากมันมาแล้ว ขอพูดได้เต็มปากว่าเป็นมหานครที่น่าหลงใหลเหลือเกิน
เพราะรวมหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจเอาไว้ ให้ความรู้สึกว่า
ได้เป็นส่วนหนึ่งของมันแล้วนะ เมื่อจะเดินทางกลับจาก NY ก็ต้องไปที่สนามบินตั้งแต่ดึก
เหมือนทุกครั้งที่จะเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะแม้เครื่องจะออก
6-7 โมงเช้า แต่ถ้าเดินทางมาถึงสนามบินตี 4 ตี 5 ต้องอาศัยแต่แท๊กซี่หรือshuttle
เท่านั้นซึ่งแพง จึงอาศัยรถใต้ดิน จะได้ดื่มด่ำกับคำว่า New
York City เป็นครั้งสุดท้าย การหาเก้าอี้นั่งหรือนอนที่นิวอยร์ค
หรือแม้แต่เสานั่งพิงที่นี่ยากกว่าที่ DC มากๆ เพราะเค้าจะเปิดอาคารน้อยมากเมื่อดึก
เพื่อความปลอดภัย คนเลยมารวมกันที่อาคารเพียงอาคารเดียว และก็เหมือนเคยใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ในการรักษาข้างของ
ที่สำคัญ อย่าลืมตื่นล่ะ เดี๋ยวตกเครื่องกันพอดี
เสร็จสิ้นการเดินทางที่เต็มไปด้วยประสบการณ์
ก็มาย้อนคิดว่า ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจไป เคยสงสัยว่าจะไปดีมั้ย
เพราเราจะพลาดประสบการณ์หลายๆ อย่าง เช่นกิจกรรมในคณะ แต่เมื่อไปแล้วก็ตอบได้คำเดียวว่าคุ้ม
เพราะตัวเงินน่ะหรือ ไม่ใช่หรอก ถึงแม้จะขาดทุนกับมา ก็คิดซะว่า
คุณเสียเงินไปประเทศอเมริกาเพียงไม่กี่บาท แต่อยู่ที่นั่น 3
เดือน ได้ภาษา ได้เพื่อนคนไทยที่เจอที่ต่างแดน ได้เพื่อนต่างชาติ
ได้ประสบการณ์การทำงานได้เที่ยว และเรียนรู้วัฒนธรรม จะมีแบบนี้สักที่ไหนกัน
หลายสิ่งที่เจอยังสอนให้รู้จักค่าของเงิน กว่าที่เรา
พ่อแม่ จะหาเงินมาได้แค่ละบาท เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการนั้นมันยากสักแค่ไหน
เพราะสิ่งที่ได้มา คือ กำไรชีวิต จึงไม่เคยมีคำว่าขาดทุนเกิดขึ้นกับใครทั้งสิ้น
และเพราะเงินไม่สามารถซื้อประสบการณ์ได้หรอกนะ
อังศุสร อภิราชกมล
Joes Crab Shack
Barefoot Landing
North Myrtle Beach SC USA
WAT2007 A0084